Archive for การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1

[05/02/10] งานชิ้นที่ 7 และ 8

1. ตัวอย่างโปรแกรมการใช้คำสั่งอาร์เรย์ Array 2 มิติ จำนวน 2 ข้อ

1)โปรแกรมคำนวณรายได้ในแต่ละเดือน
PROGRAM ARRAY2D_1;
USES CRT;
VAR I,J,TOT:INTEGER;
       INC:ARRAY [1..5,1..4] OF INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITELN(‘INPUT INCOME FOR 5 MONTH’);
     FOR I:=1 TO 5 DO BEGIN
          TEXTCOLOR(I+1);
          WRITELN(‘—– MONTH ‘,I,’ —–’);
          FOR J:=1 TO 4 DO BEGIN
               WRITE(‘WEEK ‘,J,’ = ‘);READLN(INC[I,J]);
               TOT:=TOT+INC[I,J];
          END;
     END;
     WRITELN(‘*******************************’);
     WRITELN(‘TOTAL INCOME = ‘,TOT);
     READLN;
END.

2)โปรแกรมแสดงสูตรคูณ แม่ 2-12
PROGRAM ARRAY2D_2;
USES CRT;
VAR X,Y:INTEGER;
       MULTI:ARRAY [2..12,1..12] OF INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;    
     FOR X:=2 TO 12 DO BEGIN
          FOR Y:=1 TO 12 DO BEGIN
               MULTI[X,Y]:=X*Y;
               WRITELN(X,’ * ‘,Y,’ = ‘,MULTI[X,Y]);
               DELAY(200);
          END;
          WRITELN(‘************************’);
          DELAY(500);
     END;
     READLN;
END.

———————————————————————————————-
2. ตัวอย่างโปรแกรมการใช้คำสั่ง for จำนวน 2 ข้อ

1)โปรแกรมรับค่าตัวเลขและตัวยกกำลัง มาคำนวณการยกกำลัง แล้วแสดงค่าออกมา
PROGRAM FOR_1;
USES CRT;
VAR  I,BASE,INDEX,RESULT:INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITE(‘INPUT BASE NUMBER  = ‘);READLN(BASE);
     WRITE(‘INPUT INDEX NUMBER = ‘);READLN(INDEX);
     RESULT:=1;
     FOR I:=1 TO INDEX DO RESULT:=RESULT*BASE;
     WRITELN(‘****************************’);
     TEXTCOLOR(11);
     WRITELN(BASE,’ ^ ‘,INDEX,’ = ‘,RESULT);
     READLN;
END.

2)โปรแกรมรับค่าคะแนนนักศึกษาพร้อมแสดงเกรด พร้อมแสดงค่าเฉลี่ยคะแนนรวมออกมา
PROGRAM FOR_2;
USES CRT;
VAR I,TOT:INTEGER;
       AVER:REAL;
       S:ARRAY [1..5] OF INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     FOR I:=1 TO 5 DO
     BEGIN
          WRITE(‘STUDENT ‘,I,’ SCORE = ‘);READLN(S[I]);
          TOT:=TOT+S[I];
          IF (S[I]>=80) AND (S[I]<=100) THEN WRITELN(‘ GRADE=A’) ELSE
          IF (S[I]>=70) AND (S[I]<=79) THEN WRITELN(‘ GRADE=B’) ELSE
          IF (S[I]>=60) AND (S[I]<=69) THEN WRITELN(‘ GRADE=C’) ELSE
          IF (S[I]>=50) AND (S[I]<=59) THEN WRITELN(‘ GRADE=D’) ELSE
          IF (S[I]>=0) AND (S[I]<=49) THEN WRITELN(‘ GRADE=F’) ELSE
          WRITELN(‘ ERROR !!!’);
     END;
     AVER:=TOT/5;
     TEXTCOLOR(20);
     WRITELN(‘SCORE AVERAGE = ‘,AVER:3:2);
     READLN;
END.

———————————————————————————————-

Leave a comment »

[05/02/10] งานชิ้นที่ 6

ให้นักศึกษาหาข้อมูลคำสั่งอาร์เรย์มีกี่ชนิด แต่ละชนิดมีรูปแบบการใช้คำสั่งอย่างไร ยกตัวอย่าง 1 ตัวอย่าง

อาร์เรย์ คือแถวหรือลำดับของข้อมูลชนิดเดียวกันที่มีจำนวนหลายตัวนำมาเก็บในตัวแปรชื่อเดียวกัน แต่ต่างกันที่ตัวบอกลำดับ ซึ่งเรียกว่าตัวห้อยหรือตัว Subscript ของตัวแปรนั้น ตัวแปรอาเรย์สามารถเก็บข้อมูลหลายๆข้อมูลไว้ได้โดยไม่ต้องใช้ตัวแปรหลายตัว เช่นถ้าต้องการเก็บอายุของเพื่อนทั้ง 20 คน ถ้าเราใช้ตัวแปรแบบ int เราจะต้องประกาศตัวแปร age1, age2, age3,…..,age20 ให้เป็นแบบ integer ซึ่งเป็นการประกาศตัวแปรถึง 20 ตัวด้วยกัน แต่ถ้าใช้อาเรย์เราประกาศตัวแปร age ให้เป็นอาเรย์แบบ integer เพียงตัวเดียวก็สามารถเก็บค่าทั้ง 20 ค่าได้แล้ว

อาเรย์ 1 มิติ (One-Dimensional Array)
เราสามารถสร้างตัวแปรอาเรย์ของข้อมูลชนิดต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นอาเรย์แบบ integer, char, real โดยจะกำหนดตัวแปรไว้ในส่วนของคำสั่ง VAR ซึ่งมีรูปแบบการกำหนดค่าดังตัวอย่างต่อไปนี้
VAR ชื่อตัวแปร:ARRAY[Index แรก..Index สุดท้าย] OF ชนิดตัวแปร;
เช่น  VAR AGE:ARRAY[1..5] OF INTEGER;

จากตัวอย่างเป็นการประกาศตัวแปรชื่อ AGE ให้เป็นอาเรย์ของข้อมูลชนิด integer ที่มีขนาดเท่ากับ 5 ดังนั้นตัวแปร AGE จะสามารถเก็บเลขจำนวนเต็มได้ถึง 5 จำนวน ในหน่วยความจำจะมีการจองพื้นที่เอาไว้ตามจำนวนที่กำหนด โดยตัวแปร AGE นั้นจะมีการเตรียมพื้นที่ว่างในหน่วยความจำสำหรับเก็บค่าตัวแปร 5 ค่า
การนำค่าใส่ลงไปในตัวแปรอาเรย์
AGE [0] = 20;
AGE [1] = 21;
AGE [2] = 23;
AGE [3] = 26;
จะเห็นว่าตัวแปร AGE เป็นอาเรย์แบบ integer ซึ่งเก็บเลขจำนวนเต็มได้ 5 ค่า แต่จากตัวอย่างเรากำหนดค่าให้กับสมาชิกลำดับที่ 0 ถึง 3 โดยไม่ได้กำหนดค่าให้กับสมาชิกลำดับที่ 4 เพราะว่าการใส่ข้อมูลลงในอาเรย์นั้นไม่จำเป็นจะต้องใส่ทุกๆช่องให้ครบจึงจะใช้งานได้ ช่องใดไม่ได้ใส่ค่าลงไป มันก็ไม่เก็บค่าอะไรไว้จะเป็นช่องว่างๆไปโดยอัตโนมัติ
อาเรย์ของข้อมูลชนิด char คือตัวแปรสตริง
ตัวแปรอาเรย์ของข้อมูลชนิด char อีกนัยหนึ่งก็คือตัวแปรแบบข้อความหรือตัวแปรสตริง
(String) ตัวแปรสตริงคือการนำเอาตัวแปรแบบ char มาเรียงต่อๆกัน ซึ่งตัวแปร char ที่เรียงต่อกันก็เรียกได้ว่าเป็นตัวแปรอาเรย์ของข้อมูลชนิด char นั่นเอง จึงสรุปได้ว่า ”สตริง” กับ “อาเรย์ของ ข้อมูลชนิด char” คือสิ่งเดียวกัน
ตัวแปรอาเรย์ของข้อมูลชนิด char จะแตกต่างจากอาเรย์ของ integer,real หรือแบบอื่นๆ เพราะว่าสมาชิกตัวสุดท้ายของอาเรย์แบบ char จะใช้เก็บรหัสสิ้นสุดข้อความ ด้วยเหตุนี้ถ้าเราประกาศตัวแปรอาเรย์แบบ char เพื่อเก็บข้อความ เราจะต้องประกาศอาเรย์ให้มีขนาดมากกว่าจำนวนตัวอักษรของข้อความที่ต้องการเก็บอย่างน้อย 1 ตัวอักษร
สมมติว่าเราประกาศตัวแปรอาเรย์แบบ char เพื่อที่จะเก็บคำว่า “Computer” ซึ่งมีทั้งหมด 8 ตัวอักษร เราจะต้องประกาศตัวแปรอาเรย์แบบ char ที่มีขนาด 9 ตัวอักษร นอกจากนี้การกำหนดค่าให้กับตัวแปรอาเรย์แบบ char หรือตัวแปรสตริงนี้ยังสามารถทำไปพร้อมกับการประกาศตัวแปรได้เลย

อาเรย์ 2 มิติ (Two-Dimensional Array)
อาเรย์ 2 มิติจะเก็บข้อมูลไว้ในลักษณะของตารางโดยมีการประกาศตัวแปรดังนี้
VAR ชื่อตัวแปร:ARRAY[Index แรก..Index สุดท้าย,index แรก..Index สุดท้าย] OF ชนิดตัวแปร;
เช่น  VAR AGE:ARRAY[1..3,1..5] OF INTEGER;
สำหรับวิธีการนำเอาข้อมูลใส่ลงในตัวแปรอาเรย์ 2 มิตินี้ก็จะใช้หลักการเดียวกันกับอาเรย์ 1 มิติ โดยระบุช่องที่ต้องการใส่ค่าลงไป เช่นถ้าจะใส่ค่า 10 ลงในช่อง AGE [1,2] เราจะเขียนโปรแกรมดังนี้
AGE [1,2] = 10;

อาเรย์ 3 มิติ (Three-Dimensional Array)
ลักษณะของอาเรย์ 3 มิติจะมีความลึกมาเกี่ยวข้องด้วย การประกาศอาเรย์ 3 มิติทำได้โดย
เพิ่มมิติที่ 3 เข้าไปดังนี้
VAR ชื่อตัวแปร:ARRAY[Index แรก..Index สุดท้าย,Index แรก..Index สุดท้าย,Index แรก..Index สุดท้าย] OF ชนิดตัวแปร;
การนำข้อมูลไปเก็บไว้ในอาเรย์ 3 มิติจะใช้เลขลำดับ 3 ค่าเพื่ออ้างถึงตำแหน่งในแนวตั้ง, แนวนอน และแนวลึกของอาเรย์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
a[1,0,0] = 8;
a[1,1,0] = 14;
a[2,1,0] = 17;

a[2,0,1] = 9;
a[2,1,1] = 8;
a[2,2,1] = 13;

a[1,0,2] = 9;
a[1,1,2] = 8;
a[2,1,2] = 13;
โดยทั่วไปเราไม่ค่อยพบเห็นการใช้งานอาเรย์ 3 มิติบ่อยนักเพราะจะใช้ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เช่นการวาดกราฟิกที่มีความลึกเป็นต้น เรามักจะเห็นการใช้งานอาเรย์ 2 มิติมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามหลักการในการกำหนดค่าและการเข้าถึงข้อมูลสามารถทำได้เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้ตัวแปร ARRAY
PROGRAM EX_ARRAY;
USES CRT;
VAR I,TOT:INTEGER;
       AVER:REAL;
       N:ARRAY[1..10] OF INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITELN(‘INPUT 10 NUMBERS TO FIND THE AVERAGE’);
     FOR I:=1 TO 10 DO BEGIN
          WRITE(‘NUMBER [',I,'] = ‘);READLN(N[I]);
          TOT:=TOT+N[I];
     END;
     AVER:=TOT/10;
     WRITELN(‘AVERAGE = ‘,AVER);
     READLN;
END.

———————————————————————————————-

Leave a comment »

[20/01/10] Procedure & Function

1. Procedure ต่างกับ Function อย่างไรบ้าง

(1) Procedure จะเป็นส่วนของโปรแกรมใหญ่ที่เขียนขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะอย่าง ส่วน Function จะเป็นโปรแกรมย่อยที่เป็นเหมือนการสร้างคำใหม่ขึ้นมา
(2) Procedure จะถูกเรียกใช้จากโปรแกรมหลักหรือจาก Procedure อื่นๆ ด้วยกันได้โดยที่แต่ละ Procedure ทำงานเป็นอิสระต่อกัน ส่วน Function จะถูกใช้ทำงานภายในโปรแกรมหลักหรือภายใน Procedure เท่านั้น ไม่สามารถถูกใช้งานใน Function อื่นๆ ได้

———————————————————————————————-
2. Procedure ต่อไปนี้มีส่วนใดผิด (ผิด = สีแดง)

PROCEDURE T;
VAR I:INTEGER;
BEGIN
     WHILE I>0 DO
     BEGIN
          I:=I-1;
          WRITE(+,’ ‘);
     END;
END;

———————————————————————————————-
3. ให้เขียนโปรแกรมโดยใช้คำสั่ง Procedure หรือ Function ในการรับค่าสองค่าแล้วนำค่าทั้งสองค่ามาดำเนินการคือ

3.1 บวก

PROGRAM WORK_04_3_1;
USES CRT;
PROCEDURE POSITIVE;
VAR A,B,TOT:INTEGER;
BEGIN
     WRITE(‘INPUT A : ‘); READLN(A);
     WRITE(‘INPUT B : ‘); READLN(B);
     TOT:=A+B;
     WRITELN(‘TOTAL : ‘,TOT);
END;
BEGIN
     CLRSCR;
     POSITIVE;
     READLN;
END.

3.2 ลบ
PROGRAM WORK_04_3_2;
USES CRT;
PROCEDURE NEGATIVE;
VAR A,B,TOT:INTEGER;
BEGIN
     WRITE(‘INPUT A : ‘); READLN(A);
     WRITE(‘INPUT B : ‘); READLN(B);
     TOT:=A-B;
     WRITELN(‘TOTAL : ‘,TOT);
END;
BEGIN
     CLRSCR;
     NEGATIVE;
     READLN;
END.

3.3 คูณ
PROGRAM WORK_04_3_3;
USES CRT;
VAR A,B:INTEGER;
FUNCTION MULTIPLIED(N1,N2:INTEGER):INTEGER;
VAR TOT:INTEGER;
BEGIN
     TOT:=N1*N2;
     WRITELN(‘TOTAL : ‘,TOT);
END;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITE(‘INPUT A : ‘); READLN(A);
     WRITE(‘INPUT B : ‘); READLN(B);
     MULTIPLIED(A,B);
     READLN;
END.

3.4 หาร
PROGRAM WORK_04_3_4;
USES CRT;
VAR A,B:INTEGER;
FUNCTION DIVIDED(N1,N2:REAL):REAL;
VAR TOT:REAL;
BEGIN
     TOT:=N1/N2;
     WRITELN(‘TOTAL : ‘,TOT:5:2);
END;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITE(‘INPUT A : ‘); READLN(A);
     WRITE(‘INPUT B : ‘); READLN(B);
     DIVIDED(A,B);
     READLN;
END.

———————————————————————————————-
4. โปรแกรมต่อไปนี้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไร
     PROGRAM P12(INPUT,OUTPUT);
     VAR I:INTEGER;
     PROCEDURE PN(X:INTEGER);
     BEGIN
          WRITELN(X+1);
     END;
     BEGIN
          I:=5;
          PN(I);
     END.

ผลลัพธ์ที่ได้คือ  6

———————————————————————————————-
5. จงเขียนโปรแกรมรับข้อมูลตัวเลข 1-25 แล้วนำตัวเลขนั้นมาบวกกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์โดยใช้คำสั่ง Function

PROGRAM WORK_04_5;
USES CRT;
VAR N:INTEGER;
FUNCTION P1_25:INTEGER;
VAR I,TOT:INTEGER;
BEGIN
     TOT:=0;
     REPEAT
          IF (N<0) OR (N>25) THEN
          BEGIN
               WRITE(‘ERROR!!! PLEASE ENTER NUMBER (1-25) : ‘);READLN(N);
          END
     UNTIL (N>0) AND (N<=25);
     FOR I:=1 TO N DO BEGIN
          TOT:=TOT+I;
          WRITELN(TOT-I:3,’ + ‘,I:3,’ = ‘,TOT);
     END;
     WRITELN(‘TOTAL = ‘,TOT);
END;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITE(‘PLEASE ENTER NUMBER (1-25) : ‘);READLN(N);
     P1_25;
     READLN;
END.

———————————————————————————————-
(สำหรับการบวกจำนวนตั้งแต่ 1-25 โดยไม่มีการรับค่าทางคีย์บอร์ด)
PROGRAM WORK_04_5;
USES CRT;
FUNCTION P1_25:INTEGER;
VAR I,TOT:INTEGER;
BEGIN
     TOT:=0;
     FOR I:=1 TO 25 DO TOT:=TOT+I;
     WRITELN(‘TOTAL = ‘,TOT);
END;
BEGIN
     CLRSCR;
     P1_25;
     READLN;
END.

———————————————————————————————-

Leave a comment »

[04/12/09] แบบฝึกหัดครั้งที่ 3

เขียนโปรแกรมโดยใช้คำสั่ง FOR/DO

1. จงเขียนโปรแกรมเพื่อพิมพ์ข้อความต่อไปนี้ 10 ครั้ง
     Turbo PASCAL for Programming By For…Do

PROGRAM WORK_03_1;
USES CRT;
VAR I:INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     FOR I:=1 TO 10 DO
     WRITELN(‘Turbo PASCAL for Programming By For…Do’);
     READLN;
END.

———————————————————————————————-
2. จงเขียนโปรแกรมเพื่อรับค่าตัวแปร N แล้วคำนวณหาผลรวมของเลขคู่ จาก 1 ถึง N แสดงผลออกทางจอภาพ

PROGRAM WORK_03_2;
USES CRT;
VAR I,N,TOTAL:INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITE(‘PLEASE ENTER NUMBER : ‘);
     READLN(N);
     FOR I:=1 TO N DO
     IF I MOD 2=0 THEN TOTAL:=TOTAL+I;
     WRITE(‘TOTAL                        : ‘,TOTAL);
     READLN;
END.

———————————————————————————————-
3. จงเขียนโปรแกรมเพื่อแสดงตัวเลขเป็นลำดับ ออกทางจอภาพดังต่อไปนี้
     1
     2 2
     3 3 3
     4 4 4 4
     5 5 5 5 5
     6 6 6 6 6 6

PROGRAM WORK_03_3;
USES CRT;
VAR I1,I2:INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     FOR I1:=1 TO 6 DO
     BEGIN
         FOR I2:=1 TO I1 DO WRITE(I1,’ ‘);
         WRITELN;
     END;
     READLN;
END.

———————————————————————————————-

เขียนโปรแกรมโดยใช้คำสั่ง WHILE/DO

4. จงเขียนโปรแกรมเพื่อพิมพ์ข้อความต่อไปนี้ 10 ครั้ง
     Turbo PASCAL Programming By While…Do

PROGRAM WORK_03_4;
USES CRT;
VAR I:INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     WHILE I<10 DO
     BEGIN
          WRITELN(‘Turbo PASCAL Programming By While…Do’);
          I:=I+1;
     END;
     READLN;
END.

———————————————————————————————-
5. จงเขียนโปรแกรมเพื่อรับค่าตัวแปร N แล้วคำนวณหาผลรวมของเลขคี่ จาก 1 ถึง N แสดงผลออกทางจอภาพ

PROGRAM WORK_03_5;
USES CRT;
VAR N,TOTAL:INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITE(‘PLEASE ENTER NUMBER : ‘);
     READLN(N);
     WHILE N>0 DO
     BEGIN
          IF N MOD 2=1 THEN TOTAL:=TOTAL+N;
          N:=N-1;
     END;
     WRITELN(‘TOTAL                    : ‘,TOTAL);
     READLN;
END.

———————————————————————————————-
6. จงเขียนโปรแกรมเพื่อแสดงตัวเลขเป็นลำดับ ออกทางจอภาพดังต่อไปนี้
     1
     2 2
     3 3 3
     4 4 4 4
     5 5 5 5 5
     6 6 6 6 6 6

PROGRAM WORK_O3_6;
USES CRT;
VAR I1,I2:INTEGER;
BEGIN
     CLRSCR;
     WHILE I1<6 DO
     BEGIN
          I1:=I1+1;
          I2:=0;
          WHILE I2<I1 DO
          BEGIN
               WRITE(I1,’ ‘);
               I2:=I2+1
          END;
     WRITELN;
     END;
     READLN;
END.

———————————————————————————————-

Leave a comment »

[13/11/09] 2.โปรแกรมให้แสดงข้อมูลนักศึกษา

PROGRAM WORK_01;
USES CRT;
BEGIN
     CLRSCR;
     WRITELN(‘STUDENT ID         : 075250305100-1′);
     WRITELN(‘NAME                   : SUTTIPONG’);
     WRITELN(‘LASTNAME           : CHOTVISUTH’);
     WRITELN(‘GROUP/CLASS     : 52:PRJ./1′);
     READLN;
END.

Leave a comment »

[13/11/09] 1.จากหน่วยที่ 1 ถึงหน่วยที่ 6 นักศึกษาได้อะไรบ้าง

(หน่วยที่ 1) ได้รู้จักโครงสร้างภาษาปาสคาลเบื้องต้น ที่ประกอบไปด้วย 1.ส่วนหัวโปรแกรม 2.ส่วนประกาศ 3.ส่วนเขียนคำสั่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกสำหรับการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาล

(หน่วยที่ 2) ได้รู้ถึงกฎของการตั้งชื่อตัวแปรในภาษาปาสคาล โดยตัวแปรเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการเขียนโปรแกรม การศึกษากฏการตั้งชื่อตัวแปรจึงเป็นช่องทางที่จะทำให้เราสามารถตั้งชื่อตัวแปรได้อย่างถูกต้องได้

(หน่วยที่ 3) ได้รู้จักกับประเภทของตัวแปรต่างๆ ในภาษาปาสคาล (ซึ่งจะประกาศใช้ในส่วนของคำสั่ง VAR ในส่วนประกาศของโปรแกรม) โดยจะช่วยให้เราสามารถใช้ตัวแปรได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานได้

(หน่วยที่ 4) ได้รู้จักกับตัวดำเนินการ (ตัวดำเนินการเลขคณิต ตัวดำเนินการเปรียบเทียบ ตัวดำเนินการทางตรรก)รวมถึงได้รู้จักการเรียงระดับความสำคัญของตัวดำเนินการต่างๆ ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่โปรแกรมเมอร์จะต้องทราบในการเขียนโปรแกรม มิเช่นนั้นจะไม่สามารถสั่งให้โปรแกรมคำนวณได้อย่างถูกต้อง

(หน่วยที่ 5) ได้รู้จักการใช้งานคำสั่ง CLRSCR; (คำสั่งเคลียร์หน้าจอ) ซึ่งเป็นคำสั่งเบื้องต้นคำสั่งหนึ่งในการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาล

(หน่วยที่ 6) ได้รู้จักการใช้งานคำสั่ง WRITE, WRITELN, READ, READLN ซึ่งเป็นคำสั่งในการแสดงข้อความ(WRITE, WRITELN) คำสั่งในการรับค่าตัวแปร (READ, READLN) และความแตกต่างในการใช้งานสำหรับแต่ละคำสั่ง ซึ่งคำสั่งเหล่านี้เป็นคำสั่งพึ้นฐานสำหรับการเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาลด้วย

Leave a comment »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.